ผมชื่อบัดด์ (Budd) คุณอาจไม่รู้จักผมเหมือนรู้จักพี่ชายผมบิล (Bill) แน่ล่ะบิลดัง แต่คุณอาจไม่รู้จักบิลก็ได้ ช่างเถอะ มาเข้าเรื่องที่ผมอยากจะคุยกับคุณดีกว่า ถ้าคุณต้องการจุดเริ่มเรื่อง มันเริ่มต้นที่ร้านขายขยะ ไม่สำคัญอะไรหรอก เอาเป็นว่าผมได้วีดีโอเก่าๆจากร้านห่วยๆนั่นมาสองม้วน หนึ่งในนั้นคือวีดีโอเรื่อง Trainspotting


       Trainspotting หลายปีก่อนผมดูหนังเรื่องนี้แล้วครั้งหนึ่งที่กรุงเทพ เขาฉายให้ดูฟรี ผมผ่านไปหน้าโรงหนังนั่นพอดี เห็นคนแย่งจะดูหนังเรื่องนี้กันมหาศาล เลยอดไม่ได้ที่จะไปแย่งกับเขา ผมก็ไม่รู้หรอกว่าหนังเรื่องนี้มันวิเศษอะไร แต่ถ้าคุณอยากรู้ว่าเรื่องมันเป็นยังไง ผมก็จะเล่าให้ฟัง

…เป็นหนังเกี่ยวกับ Mark Renton หนุ่มติดยากับกลุ่มเพื่อนแห่งเมืองอีดินเบิคท์ สก็อตแลนด์ เนื้อเรื่องก็คือ Mark Renton ติดยา เลิกยาแล้วก็กลับมาเล่นยา เลิกยาเล่นยาแล้วก็เลิกยาๆๆ แล้วก็ขยะ แค่นั้นแหละหนังเรื่องนี้ แต่ทั้งที่ผมสุดจะหัวอนุรักษ์นิยม ผมไม่ชอบวัยรุ่น แฟชั่น ยาเสพติด มิวสิกวีดีโอ หรืออะไรจำพวกนี้ แต่ผมชอบTrainspotting ขี้ยาในเรื่องนี้เท่ วนเวียนกันอยู่ในฉากสวยๆสีๆสไตล์POP ART(แบบเน่านิดๆ) เท่ชิบ! ผมแทบจะลืมว่าพวกขี้ยาของจริงที่ผมรู้จักน่าแหวะ,เหม็น และอะไรแจ๋วๆอย่าง การตัดภาพอันฉับเร้าใจ ภาพของหนังที่มีสไตล์ เพลงที่เด่นมากๆ การเล่าเรื่องที่เปี่ยมสีสัน เช่นฉากชวนฝันตอนที่ Renton ที่มุดลงไปในโถชักโครก แล้วโผล่ไปแหวกว่ายใต้ท้องน้ำเพื่อไปงมเม็ดยาที่ตัวเองเผลอทำหล่นลงในส้วม อีกทั้งความมีเสน่ห์ของตัวละคร - Rentonหนุ่มขี้ยาดื้อเงียบ, Sickboy เจ้าแห่งการปั้นทฤษฎี(ด้วยมุมมองเฉพาะตัวมาก), Spudหนุ่มเอ่อ ผู้เล่นยาม้ากระตุ้นประสาทก่อนไปสัมภาษณ์งาน, Tommyชายสุขภาพเยี่ยมที่ประสบอุบัติเหตุรักร้าวเลยตกลงมาในเข็มยา, Begbieไอ้โรคจิตตัวอันตราย สนุกกับการก่อวิวาท เกลียดยาแต่คิดจะรวยด้วยการค้ายา สิ่งเหล่านี้เป็นตัวชูให้หนังน่าสนใจกว่าเนื้อเรื่องของหนังเองซะอีก

แต่ประเด็นสำคัญสำหรับผมอยู่ตรง Rentonเป็นไอ้หนูขี้เบื่อ ไม่รู้ชัดว่ามันเบื่ออะไร มันคงไม่ชอบอะไรแบบเก่าๆ หรือมันยังไม่เข้าชีวิตดีพอ Rentboyก็ด่วนตัดสินใจที่จะไม่เลือกอะไรที่มันคิดว่าน่าเบื่อ Rentonเลือกยา แต่พอชีวิตมันเดินไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ได้ใกล้ความตาย(ทั้งจากคนอื่นและกับตัวเอง) ได้รู้จักสำนึกผิด ได้รู้สึกรัก คุณคิดว่าผมสามารถอธิบายเรื่องพวกนี้ได้ชัดเจน? ไม่หรอก เอาเป็นว่า Mark Rentonได้เรียนรู้ชีวิต เติบโตพอจนเกิดความคิดจริงจัง ที่จะเลิกยาหลังจากเลิกอย่างล้มเหลวมาหลายครั้ง ก็อย่างว่า บางบทเรียนมันต้องเรียนซ้ำซากถึงจะเข้าใจ แต่วังวนของยาเสพติดมันไม่ได้แคบและใจดี หลังจากRentonเลิกยาแล้วหนีจากสภาพแวดล้อมเก่าๆมาทำงานและใช้ชีวิตเหมือนๆคนทั่วไปที่ลอนดอน BegbieกับSickboyเพื่อนร่วมก๊วนก็ตามมาถึงลอนดอน – ผมดูถึงตอนนี้ไอ้เครื่องเล่นวีดีโอเก่าๆของผมมันก็ดันกินเนื้อเทป นี่ถ้าผมอยากจะดูหนังเรื่องTrainspottingต่อ ผมก็ต้องไปซื้อเครื่องเล่นดีวีดีและแผ่นหนังเรื่องนี้ OK ผมยังไม่ซื้ออะไรใหม่ทั้งนั้น ช่วงนี้การเงินผมค่อยข้างฝืด ก็อย่างที่เขาว่ากัน เดี๋ยวนี้อะไรๆมันเปลี่ยนไปหมด ธุรกิจ อากาศ รถ เพลง อาหาร กระทั่งรูปแบบความสุข แต่ก็มีหลายอย่างที่ไม่เปลี่ยน อย่างห่อของขนมถึงจะเปลี่ยนอยู่เรื่อยแต่ขนมข้างในไม่เคยเปลี่ยนหรอก ช่างเถอะ ผมเล่าเรื่องของไอ้หนูRentonต่อดีกว่า เล่าจากความทรงจำเก่าๆ
การมาเยือนของเพื่อนเก่า มาพร้อมกับข้อเสนอการค้ายาเสพติด Rentonเลยต้องกลับไปสู่วังวนเดิมๆอีกครั้ง ตอนนี้แหละที่สำคัญ Rentonหักหลังเพื่อน หรือจะพูดให้ชัดๆคือ Rentonกล้าที่จะท้าทายBegbieทั้งที่ไอ้หมอนี่น่ากลัวมาก ที่จริงผมเคารพความซื่อสัตย์ แต่ในกรณีนี้ผมเคารพความกล้าหาญมากกว่า Rentonเชิดเงินที่ได้จากการขายยาหนีไป ดูกล้ายิ่งกว่าอัศวินเจไดหลายเท่านะผมว่า ผมเองก็เคยทำอะไรทำนองนี้ รู้เลยล่ะว่าต้องใช้ความกล้าแค่ไหนในการหันหลังออกจากทางเดินเดิมๆ แล้วต้องมาสร้างทางเดินของตัวเองขึ้นใหม่

ผมเชื่อว่า การเอาชนะความกลัวทำให้Rentonโตขึ้นอีก ถ้าถามผมว่าไอ้หนูนี่จะกลับไปติดยาอีกไหม ผมเดา..คงไม่แล้ว Rentonโตพอที่จะรู้วิธีการเลือกชีวิต คงไม่คิดแคบๆแค่จะเลือกซื้อทีวีเครื่องใหญ่ๆ แต่คงคิดเผื่อไปด้วยว่าจะดูรายการอะไร กับใคร และคงรู้แล้วว่าการเล่นยาทำให้ดูโทรทัศน์ไม่รู้เรื่อง
OK มีแค่นี้แหละที่ผมอยากจะพูดถึง Trainspotting อ้อ ผมชอบเพลงของLou Reedในหนังที่ร้องว่า “You made me forget myself. I thought I was someone else someone good” แต่ You ของผมไม่ได้หมายถึงยาแน่นอน

(ขอบคุณพระเจ้า!ที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้เสนอความรู้สึกประเภท “กูและมึงจะเป็นเพื่อนกันตลอดกาล” ผมศรัทธาในมิตรภาพแต่ไม่ใช่แบบฟูมฟายและหลอน ก็วันนี้ผมไปเห็นตัวอย่างหนังเรื่องหนึ่งเข้า เลยรู้สึกอยากจะแขวะนิดหน่อย)
อิงจากหนัง : Trainspotting , KilBill Vol.2
บทความควบคุมการผลิตโดย 3 eyes cat